TKP HEADLINE

Showing posts with label อำเภอวังทรายพูน. Show all posts
Showing posts with label อำเภอวังทรายพูน. Show all posts

งานแตงโมงโชว์กรงนก อำเภอวังทรายพูน

 งานแตงโมงโชว์กรงนก อำเภอวังทรายพูน

        ถ้าพูดถึงงานประเพณีวัฒนธรรมแล้วคงไม่พ้น งานแตงโมงโชว์กรงนก อำเภอวังทรายพูนที่จัดขึ้นในช่วงอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี รวมระยะเวลา 3 วันจัด ณ สนามว่าที่อำเภอวังทรายพูน ตำบลหนองพระ อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร ชาวนานิยมปลูกแตงโมงหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี เป็นการเสริมรายได้จากการทำนา เนื่องด้วยพืชผลหลักที่ทำชื่อเสียงให้กับพื้นที่ คือแตงโมงโชว์กรงนก ที่มีรสชาติหวานกรอบ หอมอร่อย ภายในงาน  มีกิจกรรม การแข่งขันกินแตงโมง ประกวดส้มตำแตงโมงประเภทลีลา การจำหน่ายหัตกรรมพื้นบ้านกรงนกเขา ประกวดธิดาแตงโมง ตัวแทนลูกหลานในหมู่บ้าน


        ปัจจุบันทางอำเภอวังทรายพูน จัดงานประเพณีขึ้นเป็นประจำทุกปีให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้น รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนพึ่งพาตนเองตามแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การจัดงานประเพณีงานแตงโมง โชว์กรงนกเพื่อบูรณาการกิจกรรมทางการเกษตรหลายๆอย่างเข้าด้วยกันเพื่อส่งเสริมกิจกรรมการเกษตรหน้าแล้ง หัตกรรมจักสานกรงนกเป็นเอกลักษณ์ และสร้างรายได้ให้กับชุมชน เน้นการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมซึ่งในงานได้จัดกิจกรรมหลากหลายอย่างเข้าด้วยกัน มีการประกวดนิทรรศการ ด้านการเศรษฐกิจพอเพียงของแต่ละตำบลเพื่ออนุรักษ์ วัฒนธรรมประเพณีให้คงอยู่สืบไป อ่านต่อ

ผู้เขียน นางกานดา  แก้วเกตุ
ผู้ถ่ายภาพ/รูป นางกานดา  แก้วเกตุ

สุขใจเมื่อได้มาเยือน

 สุขใจเมื่อได้มาเยือน

    วัดยางสามต้น (วัดไตรยางค์วนาราม)  ตั้งอยู่ที่ 230 หมู่ที่ 2 บ้านยางสามต้น  ตำบลหนองพระ
อำเภอวังทรายพูน  จังหวัดพิจิตร ริมทางหลวงหมายเลข 11 มีวิหารหลวงพ่อเงินที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดพิจิตร
วัดยางสามต้น (วัดไตรยางค์วนาราม)  มีรูปเหมือนพระเกจิ อาจารย์ดัง 25 รูป เช่น หลวงปู่ศุข  เกสโร หลวงปู่สด จันทสโร เป็นต้น ความศักดิ์สิทธ์ ของหลวงพ่อเงิน วัดไตรยางวนารามเป็นที่เลื่องลือในหมู่ชาวเมืองพิจิตร มีโบสถ์ วิหาร สวยงามเป็นที่นับถือของชาวบ้านยางสามต้น และชาวบ้านใกล้เคียง มาช้านานทั้งยังเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอวังทรายพูน อ่านต่อ


ผู้เขียน นางกานดา  แก้วเกตุ
ผู้ถ่ายภาพ/รูป นางกานดา  แก้วเกตุ

หวานมันคือกระยาสารท

 หวานมันคือกระยาสารท

    พูดถึงภูมิปัญญาไทยมีมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะด้านการประกอบอาชีพ ต่างๆ เช่นการทำนา ทำสวน การประมง เลี้ยงสัตว์ ทำขนม ถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน สมัยปู่ย่า  ตายาย ได้คิดทำกระยาสารทเอาไว้กินแทนขนมหวานในสมัยนั้น ถือว่าเป็นความคิดที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยนั้น เนื่องจากภูมิปัญญาชาวบ้านเกิดจากความรอบรู้  ประสบการณ์   แนวความคิดที่สังคมชุมชนได้ถ่ายทอดกันมา  สืบสานต่อกันมา มักทำกันมากในช่วงสารทไทย แรม 15 ค่ำปลายเดือน 10

    ภูมิปัญญาและความสามารถของคนสมัยปู่ย่า ตายาย เป็นแบบพึ่งพาตนเอง ในลักษณะพอมี พอกิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวบ้านคิดขึ้นได้เองและนำมาใช้แก้ปัญหาเป็นองค์ความรู้ของชาวบ้าน โดยอาศัย                    

    ความสามารถนำทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นนำมาแก้ปัญหาการดำเนินชีวิตใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและเหมาะสม เพราะสมัยก่อนไม่มีร้านค้าขายข้าวของแม้นแต่ขนมหรือของหวานก็หากินยาก


    ดังนั้น พอถึงรุ่นลูกหลานปัจจุบันกลุ่มแม่บ้านยางสามต้นที่ได้รับการถ่ายทอด สืบสานกันมาจึงคิดรวมกลุ่มทำกระยาสารท เก็บไว้กินเป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่งการทำกระยาสารทที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นพ่อ รุ่นแม่ โดยเอาข้าวเปลือกที่มีอยู่แล้วนำมาคั่ว เอามาทำกระยาสารท โดยมีส่วนผสมส่วนใหญ่ มีอยู่ในท้องถิ่นอยู่แล้ว เช่น มะพร้าว งา ถั่ว น้ำตาล เป็นต้นมักทำกันมากในช่วง แรม15 ค่ำปลายเดือน10 จนกลายเป็นประเพณีสารทไทย หรือชาวบ้านเรียกว่าเทศกาลกวนกระยาสารทไทย ของกลุ่มแม่บ้านยางสามต้นหมู่ที่ 2 ตำบลหนองพระ อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร มีกลิ่นหอม รสหวาน มัน สะอาด ถูกหลักอนามัย ใครที่ได้มากราบไหว้หลวงพ่อเงินองค์ใหญ่ต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านกันทุกตน ปัจจุบันสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านยางสามต้นได้เป็นอย่างดี อ่านต่อ

ผู้ให้ข้อมูล นางบุหงา  กวางทอง สารวัตกำนัน หมู่ที่ 2 
ผู้เขียน นางกานดา  แก้วเกตุ
ผู้ถ่ายภาพ/รูป นางกานดา  แก้วเกตุ

เกษตรแปลงใหญ่ถั่วเขียว

 เกษตรแปลงใหญ่ถั่วเขียว

        ศูนย์เรียนรู้กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ถั่วเขียว ตั้งอยู่ที่ หมู่ 8 บ้านเขาเขต ตำบลหนองพระ อำเภอวังทรายพูน  จังหวัดพิจิตร  เป็นศูนย์แหล่งเรียนรู้  ที่แยกมาจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเขียว เครือข่ายดีเด่นของชาว บ้านเขาเขต ที่ดำเนินการโดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ประสานงานกับกรมวิชาการเกษตร ที่จังหวัด พิษณุโลกที่มาให้ความรู้ศูนย์เรียนรู้กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ถั่วเขียว


        จากนั้นชาวบ้านที่ได้รับความรู้กับเจ้าหน้าที่ในเรื่องของการคัดเมล็ดพันธุ์ถั่ว วิธีการหว่าน การดูแล เก็บเกี่ยว  ส่วนหนึ่งได้แยกออกจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเขียว มาเข้ากลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ถั่วเขียว จะมีชาวบ้าน มาสมัครเป็นสมาชิก มีการประชุมร่วมกับผู้ใหญ่บ้านทุกครั้งที่มีการดำเนินการ ปลูกถั่วเขียว จะมีขั้นตอนในการคัดเมล็ดถั่ว เพื่อจะนำเมล็ดถั่วไปหว่านในแปลงนาของตัวเอง และมีชาวบ้านต่างตำบลที่สนใจในการจัดการบริหารกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ถั่วเขียว อ่านต่อ

ผู้ให้ข้อมูล นายบัญญัติ   ประสาทสีดา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8  บ้านเขาเขต
ผู้เขียน นางกานดา  แก้วเกตุ
ผู้ถ่ายภาพ/รูป นางกานดา  แก้วเกตุ

ไร่นาสวนผสม

         ไร่นาสวนผสม

        หากเอ่ยชื่อ ผู้ใหญ่ทองบาง คงไม่ใช่ใครที่ไหนเขาคือ นางทองบาง จันทร์กระจ่าง วัย 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 44 /1 หมู่ที่ 5 บ้านโพธิ์ทอง ตำบลหนองพระ อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร ทำการเกษตรกรรมแนวเศรษฐกิจพอเพียงของหมู่ 5 นั้นคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ผู้ใหญ่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่แถวหน้าระดับต้นๆของตำบลหนองพระ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ทองบาง พยายามคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆที่จะมาช่วยการทำอาชีพให้ดีขึ้น เช่น การทำปุ๋ยใช้เอง การทำสารไล่แมลงจากสมุนไพร ขุดบ่อเลี้ยงปลา  และปลูกต้นไม้ยืนต้น




        ผู้ใหญ่ทองบาง มีความคิดว่า ถ้าครอบครัวตนเองอยู่ได้ก็อยากให้ชุมชนอยู่ได้ด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างต้องพึ่งพากันและกัน ต้องลดการใช้ปัจจัยภายนอก เน้นการใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลัก ทำเป็นตัวอย่างให้กับชาวบ้าน หมู่ 5 และชาวบ้านใกล้เคียง ให้เข้ามาเรียนรู้ในการทำอาชีพไร่นาสวนผสมแบบฉบับของ ผู้ใหญ่ทองบาง จันทร์กระจ่าง อ่านต่อ

ผู้ใหญ่ทองบาง เป็นผู้ให้ข้อมูล
ผู้เขียน นางกานดา  แก้วเกตุ
ผู้ถ่ายภาพ/รูป นางกานดา  แก้วเกตุ

ประเพณีหล่อเทียนจำนำพรรษา ชาวตำบลวังทรายพูน

ประเพณีหล่อเทียนจำนำพรรษา  ชาวตำบลวังทรายพูน


        ประเพณีหล่อเทียนจำนำพรรษา ของชาวตำบลวังทรายพูน   อำเภอวังทรายพูน  จังหวัดพิจิตร ได้สืบสานกันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายของชาวตำบลวังทรายพูน  ได้ร่วมมือกันในทุกภาคส่วนของตำบล วังทรายพูน  บวร เพื่อถวายเทียนจำนำพรรษาให้กับวัดและพระที่จำพรรษาในแต่ละวัด เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของตำบลวังทรายพูน  ให้ตกทอดไปสู่รุ่นลูกหลาน
        การหล่อเทียนเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลชาวพุทธจะยึดถือเป็นประเพณีนำเทียนไปถวายพระภิษุในเทศกาลเข้าพรรษา เพื่อปรารถนาให้ตนเองเป็นผู้เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ประดุจ แสงสว่างของดวงเทียน เทียนพรรษา  คือ เทียนขนาดใหญ่และยาวเป็นพิเศษกว่าเทียนชนิดอื่น สำหรับจุดในโบสถ์ตั้งแต่วันเข้าพรรษาจนถึงวันออกพรรษา
        ต้นเทียนพรรษาประเภทแรก คือ มัดรวมติดลายเป็นการเอาเทียนเล่มเล็กมามัดรวมติดกันบนแกนไม้ไผ่ให้เป็นเทียนขนาดใหญ่ แล้วตัดกระดาษเงิน  กระดาษทองลายต่างๆ ติดประดับรอบต้นเทียน ต่อมมามีการคิดทำต้นเทียนเป็นต้นเดี่ยว เพื่อให้จุดได้นาน ๆ โดยใช้ไม้ไผ่ทะลุปล้องเป็นแบบหล่อในสมัยนั้น เมื่อหล่อเทียนเป็นต้นเสร็จแล้วนำมาติดที่ฐานและจัดขบวนแห่เทียนไปถวายพระที่วัด



        การตกแต่งต้นเทียน เริ่มมีขึ้นโดยภูมิปัญญาชาวบ้าน ใช้ขี้ผึ้งลนไฟหรือตากแดดให้อ่อน แล้วปั้นเป็นรูปดอกลำดวนติดต้นเทียน หรือเอาขี้ผึ้งไปต้มให้ละลาย แล้วใช้ผลมะละกอ หรือ ผล ฟักทองนำมาแกะเป็นลวดลาย ใช้ไม้เสียบนำไปจุ่มในน้ำขี้ผึ้ง แล้วนำไปจุ่มในน้ำเย็น แกะขี้ผึ้งออก จากแบบ ตัดและตกแต่งให้สวยงามนำไปติดที่ต้นเทียนการทำเทียนพรรษามีวิวัฒนาการเรื่อยมาไม่หยุดนิ่ง ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ผู้คนได้พบเห็น ต้นเทียนพรรษาขนาดใหญ่และสูงขึ้น มีการแกะสลักลวดลายในส่วนลำต้นอย่างวิจิตรพิสดาร ใน ส่วนฐานก็มีการสร้างหุ่นแสดงเรื่องราวทางศาสนาและความเป็นไปในสังคมขณะนั้นกลายเป็น ประติมากรรมเทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งช่างผู้ริเริ่มในการทำต้นเทียนยุคหลังคือ นายอุตส่าห์ และ นายสมัย จันทรวิจิตร สองพี่น้อง นับเป็นงานสร้างสรรค์ทางศิลปะอันเกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน อย่างแท้จริง อ่านต่อ

ข้อมูลเนื้อหา  เรื่องราว เขียนโดย  นายสมโพด  ราศรี
ภาพถ่าย /ภาพประกอบ โดยนายสมโพด  ราศรี

การจักสานกรงนกภูมิปัญญาท้องถิ่นของตำบลวังทรายพูน

 การจักสานกรงนกภูมิปัญญาท้องถิ่นของตำบลวังทรายพูน

นายส้มลิ้ม กอนเทียน บ้านเลขที่ 282 หมู่ที่ 1 ตำบลวังทรายพูน อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร มีการจักสานกรงนกเพื่อจำหน่าย และเป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาของตำบลวังทรายพูนอีกแห่งหนึ่ง ของตำบลวังทรายพูน เป็นแหล่งศึกษาแหล่งเรียนรู้ เพื่อสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้อยู่คู่บ้านคู่เมือง ของชาวอำเภอวังทรายพูน ให้คงอยู่อย่างคำขวัญที่ว่า เมืองแตงโม โชว์กรงนก” นายส้มลิ้ม กอนเทียน ยังเล่าว่าที่บ้านของลุงยังเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจมาศึกษาดูงาน และเรียนรู้การทำกรงนกโดยตรงลุงจัดการเรียนการสอนให้ฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และมีการบริหารจัดการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดเป็นการลดรายจ่ายในครัวเรือน ทำให้รายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม สามารถพึ่งพาตนเองได้

ในปัจจุบันการทำกรงนก มีความต้องการของตลาดมากขึ้น แต่คนรุ่นเก่าที่เคยจักสานกรงนก ก็ไม่ได้ทำต่อด้วยวัยและสายตา ก็คงเหลือเพียงครอบครัวลุงส้มลิ้ม กอนเทียน และอีกกลุ่มในละแวกนั้น มีเพียงรับจ้างแค่เหลาซี่กรงนกเท่านั้น ลุงอยากให้คนรุ่นใหม่มาเรียนเพื่อสืบสานภูมิปัญญาเอาไว้คู่เพื่ออยู่คู่อำเภอวังทรายพูน ทั้งยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการประกอบอาชีพ และสืบสานภูมิปัญญา



ก่อนอื่นนั้นต้องทำความเข้าใจสักเล็กน้อย เพราะเวลาที่เราพูดถึงการจักสานกรงนกส่วนใหญ่ จะนึกถึงเพียงการซื้ออย่างเดียว ไม่ต้องไปทำให้ยุ่งยากเสียเวลา แต่อยากให้ทุกคนนึกถึงอนาคตของ การจักสานกรงนกจะเป็นที่ต้องการของตลาดสูงขึ้น เพราะคนทำมีน้อยจึงอยากให้คนมาฝึก มาหัดทำเพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาของท้องถิ่นไว้ และเป็นอาชีพหลักของตนเองได้ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้วิธีการจักสานกรงนก จะต้องการศึกษาความรู้ เกี่ยวกับการจักสานกรงนกนั้นก่อนทุกครั้ง ถ้าจะไปเรียนเพื่อหาประสบการณ์ หรือประกอบอาชีพให้กับครอบครัวอยากให้ทุกคนศึกษาเล่าเรียนสืบสานภูมิปัญญาเอาไว้ไม่ให้หายจากท้องถิ่นของเรา อ่านต่อ

ข้อมูลเนื้อหา เรื่องราว เขียนโดยนายสมโพด ราศรี

ภาพถ่าย/ภาพประกอบโดย นายสมโพด ราศรี

มากราบนมัสการหลวงปู่จันทาถาวโรวัดป่าเขาน้อย

 มากราบนมัสการหลวงปู่จันทาถาวโรวัดป่าเขาน้อย

ก่อนอื่นจะกล่าวถึงตำนานของวัดในปีพุทธศักราช 2525 มีหลวงปู่เพ็ง วัดเสาหินอำเภอเถิง จังหวัดเชียงราย ได้เดินธุดงค์มาปักกลดที่เขาน้อย หลวงปู่เพลงเกิดนิมิตให้สร้างวัดป่าเขาน้อย ตื่นตอนเช้าหลวงปู่เพ็งได้ออกบิณฑบาต และได้ปรึกษาหารือกับนายประเทือง แก้วสี นายประภาส ไก่แก้ว นายสิงห์ เวียงอินทร์ และชาวบ้านเพื่อก่อตั้งวัดขึ้นในเขตบริเวณเขาน้อย

หลวงปู่เสงี่ยมเป็นลูกศิษย์หลวงปู่เพ็ง ได้เดินธุดงค์มาด้วยกัน และหลวงปู่เพ็งได้ให้หลวงปู่เสงี่ยมจำพรรษาที่วัดป่าเขาน้อย และคนที่ตั้งชื่อวัดคือหลวงปู่เพ็ง และชาวบ้านในละแวกนั้น เป็นวัดป่าเขาน้อย หลังจากนั้นพระอาจารย์สุดมได้เดินทางมาจากวัดราชประดิษฐ์ มาจำพรรษาอยู่วัดป่าเขาน้อยและได้สร้างศาลาการเปรียญขึ้นเป็นหลังแรก ในวัดป่าเขาน้อยโดยร่วมด้วยช่วยกันกับชาวบ้านในละแวกนั้น


ในปีพุทธศักราช 2528 ชาวบ้านได้เดินทางไปกราบนิมนต์หลวงปู่จันทรา ถาวโรและหลวงปู่อ่ำ ธัมมกาโม มาจำพรรษาหลังจากนั้นหลวงปู่จันทรา ถาวโร ได้พัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรือง และเป็นที่ยอมรับของชุมชนและคนที่อยู่ต่างแดนได้ยินบารมีหลวงปู่ก็เข้ามากราบบูชาของดีจากหลวงปู่ มีคนนับถือเกิดความเลื่อมใสศรัทธาก็พากันมากราบนมัสการ และหลวงได้จำลองสร้างทำเพื่อให้คนเข้าไปกราบไหว้แทนถ้ำเดิมที่ถูกปิดปากถ้ำหลวงปู่จันทรา ถาวโร ได้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ทางด้านทิศตะวันออกเพื่อให้ผู้คนมากราบไหว้ขอพรให้กับตนเองครอบครัว

ในปีพุทธศักราช 2554 ชาวบ้านและลูกศิษย์ทั่วทุกสารทิศเกิดความเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝันหลวงปู่จันทรา ถาวโร ได้มรณะภาพลงหลวงปู่ก็ทิ้งไว้แต่ความดีให้กับลูกศิษย์ทั่วทุกสารทิศได้มากราบไหว้ขอพร  จึงขอเชิญชวนพี่น้องทั้งหลายเข้ามากราบขอพรหลวงปู่ ณ วัดป่าเขาน้อย และชื่นชมธรรมชาติอันงดงาม บรรยากาศดี มีของดีให้ชื่นชมมากมาย อ่านต่อ

ข้อมูลเนื้อหา เรื่องราว เขียนโดยนายสมโพด ราศรี

ภาพถ่าย/ภาพประกอบโดย นายสมโพด ราศรี


แหล่งเรียนรู้ชุมชนด้านหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การเพาะเลี้ยงหอยเชอรี่สีทองบ้านตากแดด

 แหล่งเรียนรู้ชุมชนด้านหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การเพาะเลี้ยงหอยเชอรี่สีทองบ้านตากแดด


    แหล่งเรียนรู้ชุมชนด้านหลบักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตั้งอยู่ที่บ้าน ณ บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 6 ตำบลวังทรายพูน อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร ซึ่งมีครอบครัว นายประเสริฐ เทพาลุน นางบุญหลาย ขันทอง เป็นลูกบ้านชองผู้ใหญ่ รัศมี ขันทอง หมู่ที่ 6 ตำบลวังทรายพูน เป็นบุคคลที่น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นกรอบแนวคิดซึ่งมุ่งให้ทุกคนสามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมถึงการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น จนเกิดครอบครัวที่ยั่งยืน คำว่าพอเพียงคือ การดำเนินชีวิตแบบทางสายกลาง โดยตั้งอยู่บนหลักสำคัญ 3 ประการคือ

ข้อที่ 1 ความพอประมาณ

ข้อที่ 2 ความมีเหตุผล

ข้อที่ 3 การมีภูมิคุ้มกันที่ดี


    โดยการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามข้อนี้ จำเป็นต้องมีความรู้ควบคู่คุณธรรม ประกอบด้วยความรู้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่เหมาะสม เช่น ความรู้ในการประกอบอาชีพ ช่วยให้ครอบครัวดีขึ้น และมีความเจริญก้าวหน้าหรือความรู้ในการลงทุน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในการลงทุน ทั้งนี้ความรู้และประสบการณ์ช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ถึงแม้ว่าพื้นฐานความคิด และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน อาจทำให้เหตุผลของคนแตกต่างกัน แต่หากทุกคนยึดมั่นอยู่ในหลักคุณธรรมก็จะทำให้อยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไปได้อย่างผาสุกและอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุข

    ที่กล่าวมาในข้างต้น การพึ่งพาตนเองได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงโดยเมื่อทุกคนสามารถดูแลตนเอง และครอบครัวได้แล้วจะเห็นได้ว่า แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนความไม่ประมาทด้วยการใช้ความรู้ และคุณธรรมเพื่อให้เกิดการพึ่งพาตัวเองได้ และเผื่อแผ่ไปถึงสังคม ซึ่งเราสามารถนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปปฏิบัติปรับใช้ทั้งในชีวิตการทำงาน และการดำรงชีวิต นายประเสริฐ เทพาลุน และนางบุญหลาย ขันทอง ได้มีการเล่าว่า ก่อนที่จะมาเป็นแหล่งการเรียนรู้ชุมชนด้านเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เดิมพื้นที่ด้านหลังเป็นที่โล่งไม่ได้ปลูกอะไร ไม่ได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ จนกระทั่งนายประเสริฐ เทพาลุน และนางบุญหลาย ขันทอง ได้รับความรู้ในด้านเศรษฐกิจพอเพียง จึงน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้และมีแนวคิดริเริ่มปรับเปลี่ยน จนพื้นที่ของบ้านได้มีการจัดการบริหารพื้นที่ ตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยพื้นที่ส่วนที่หนึ่งใช้ในการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ เพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับครอบครัว ให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้ พื้นที่ส่วนต่อไปคือ ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือจากการบริโภค ก็นำไปจำหน่าย พื้นที่ส่วนสุดท้ายเป็นที่อยู่อาศัยเลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนอื่นๆ แหล่งเรียนรู้ชุมชนแห่งนี้ได้มีการจัดการบริหารพื้นที่ได้อย่างชัดเจน มีการปลูกพืชผัก สวนครัว ไว้เพื่อบริโภคภายในครัวเรือน และสามารถนำไปจำหน่ายได้โดยผักที่ปลูกนั้นเป็นผักปลอดสารพิษตามวิถีเกษตรธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมี นอกจากนี้ยังมีการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น เช่นมะละกอ ฝรั่ง มะม่วง มะนาว ฯลฯ ไว้บริโภคในครัวเรือน ไม่ต้องไปซื้อตามท้องตลาด และยังมีการเลี้ยงหอยเชอรี่สีทองไว้บริโภคและจำหน่ายภายในชุมชน



    ความโดดเด่นของแหล่งเรียนรู้ชุมชนแห่งนี้ คือมีการบริหารจัดการพื้นที่แบ่งสัดส่วนได้อย่างชัดเจน และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตามประชาชนชาวบ้าน หรือหน่วยงานต่าง ๆ สามารถติดต่อขอดูงานได้ที่บ้านนางบุญหลาย ขันทอง ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อ่านต่ออ่านต่อ

ข้อมูลเนื้อหา เรื่องราว เขียนโดยนายสมโพด ราศรี

ภาพถ่าย/ภาพประกอบโดย นายสมโพด ราศรี


การจักสานกรงนกอาชีพท้องถิ่นของชาวตำบลวังทรายพูน

 การจักสานกรงนกอาชีพท้องถิ่นของชาวตำบลวังทรายพูน


การจักสานกรงนก ถือเป็นศิลปะและหัตถกรรม หรืองานฝีมืออย่างหนึ่งของชาวอำเภอวังทรายพูน โดยมีการจัดตั้งกลุ่มจักสานขึ้นมาโดยผู้ใหญ่มนัส พิมผ่อง เป็นหัวหน้ากลุ่มจักสานกรงนก โดยมีการรวมกลุ่มประมาณ 20 คน และจักสานกรงนกไว้เพื่อจำหน่าย ขายปลีก และขายส่งให้กับความต้องการของตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน ในสมัยนั้นนายอำเภอวังทรายพูนชอบต่อนกเขาตามป่า และการขังนกก็ขังแบบง่าย ๆ พอหลังจากนั้น มีลุงคนหนึ่งย้ายถิ่นฐานมาจากจังหวัดอุทัยธานี ได้จักสานกรงนกแบบง่าย โดยไม่มีแม่พิมพ์หลังจากนั้น ผู้ใหญ่มนัส พิมผ่อง ได้คิดค้นแบบพิมพ์การทำกรงนกขึ้นมาในรูปแบบต่าง ๆ ในกลุ่มจักสานกรงนกเพื่อที่จะได้เป็นรูปแบบเดียวกันในกลุ่มจักสานกรงนก และแม่พิมพ์จักสานกรงนกยังเข้าเป็นคำขวัญของชาวอำเภอวังทรายพูนด้วยคำว่า “โชว์กรง”

อาชีพการจักสานกรงนกนั้น เป็นอาชีพตั้งแต่ดั้งเดิมของชาวตำบลวังทรายพูน หมู่ที่ 1 บ้านวังทรายพูน โดยมีโครงการส่งเสริมอาชีพ และมีวิทยากรมาสอนทำกรงนก จนเกิดการรวมกลุ่มการทำอาชีพการทำกรงนกของกลุ่มของตำบลวังทรายพูน เพื่อสืบสานการจักสานการทำกรงนก จึงได้มีการสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น จึงกลายเป็นอาชีพในชุมชนรองจากอาชีพหลัก คือ อาชีพเกษตรกรรมหลังจากที่ได้ทำนาทำไร่เสร็จแล้ว ก็มาจักสานกรงนกเพื่อส่งให้กับพ่อค้า ทั้งขายปลีกและขายส่งตามงานต่าง ๆ งานอำเภอเคลื่อนที่ และจังหวัดเคลื่อนที่ และมีช่องทางการจำหน่ายทางออนไลน์ราคากรงละ 150 - 500 บาทแล้วแต่ความยากง่ายของกรงนกที่จัดทำขึ้น



กรรมวิธีและเทคนิค ในการจักกรงนกแบบต่าง ๆ เป็นเทคนิคและความสามารถเฉพาะตัว ของผู้จักสานกรงนก หลักใหญ่ของการจักสานกรงนก คือ การคัดสรรไม้ไผ่สีสุกมาเหลาเป็นซี่ ๆ เรียกว่า  ซี่กรงนก ที่จะมาทำกรงนกให้เกิดความสวยงาม ประณีต อ่อนโยน ในการทำกรงนกสามารถนำมาประสานกันได้อย่างเหมาะสมแสดงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นและความสามารถของชาวชนบทได้เป็นอย่างดีกรงนกเป็นงานศิลปหัตถกรรม ของชาวอำเภอวังทรายพูน สามารถติดต่อได้ที่บ้านเลขที่ 282 หมู่ที่ 1 บ้านวังทรายพูน ตำบลวังทรายพูน อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร นายส้มลิ้ม กอนเทียน อ่านต่อ

ข้อมูลเนื้อหา เรื่องราว เขียนโดยนายสมโพด ราศรี

ภาพถ่าย/ภาพประกอบโดย นายสมโพด ราศรี


ประเพณีการแห่ข้าวพันก้อน และเทศมหาชาติ ของชาวตำบลหนองปล้อง

 


ประเพณีแห่ข้าวพันก้อนของบ้านหนองปล้อง ตําบลหนองปล้อง อําเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตรสันนิษฐานว่า ชาวลาวเวียงที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบนี้ได้นําขนบธรรมเนียม ประเพณี ที่เรียกว่า“บุญพระเหวด” เข้ามาในท้องถิ่นแล้วสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ประเพณีบุญผะเหวด สะท้อน ให้เห็นถึงความศรัทธาอันแรงกล้าในพระพุทธศาสนา ซึ่งชาวอีสานยึดถือและปฏิบัติกันมาช้านานและอย่าง เคร่งครัด เพราะถือว่าเป็นงานบุญใหญ่ที่สุดก็ว่าได้ อ่านเพิ่มเติม

“การทอผ้า”

 


การทอผ้า หรือ "การทอ" ถือเป็นศิลปะและหัตถกรรมหรืองานฝีมืออย่างหนึ่งที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นกรรมวิธีการผลิตผืนผ้าโดยใช้เส้นด้ายพุ่งและเส้นด้ายยืนมาขัดประสานกันจนได้เป็นผืนผ้า ทั้งนี้ต้องมีเครื่องมือในการทอ เรียกว่า หูก หรือกี่ กิจกรรมการทอผ้านั้น นอกจากเป็นขั้นตอนการผลิตเครื่องนุ่งห่ม หนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์แล้ว ยังถือเป็นงานศิลปะประเภททัศนศิลป์ด้วย เนื่องจากมีการให้สีสันและลวดลายต่างๆ ในผืนผ้า ปัจจุบันแม้จะมีการใช้เครื่องจักรสำหรับทอผ้า อ่านเพิ่มเติม

ข้อคิดเห็นจากเครือข่าย TKP

 
Copyright © 2018 ศูนย์ข้อมูลความรู้ประชาชนจังหวัดพิจิตร. Designed by OddThemes > Developed by mediathailand