ลอดโบสถ์เสริมสิริมงคล
นายโสพี ทองทุม ปราชญ์ชาวบ้าน/เกษตรอินทรีย์
นายโสพี ทองทุม ปราชญ์ชาวบ้าน/เกษตรอินทรีย์
ข้อมูลเนื้อหา
เรื่องราว เขียนโดย นางทิวาพร ผิวงาม
สวนโสพี 4 ป
สวนโสพี 4 ป
ข้อมูลเนื้อหา
เรื่องราว เขียนโดย นางทิวาพร ผิวงาม
ไข่เค็มสมุนไพรใบเตย
ไข่เค็มสมุนไพรใบเตย
ประเพณีแห่หลวงพ่อสุขโข
ประเพณีแห่หลวงพ่อสุขโข
หลวงพ่อสุโขเป็นพระพุทธรูป โลหะสมัยสุโขทัย หล่อด้วยสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย นั่งขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ซ้าย ขวาวางคว่ำ ขนาดหน้าตักกว้าง 1 ศอก 13 นิ้วสูง 1 ศอก 22 นิ้วสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราว พ.ศ. 1840 ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ (หลังใหม่) ของวัดบึงนาราง ตำบลบึงนาราง จังหวัดพิจิตร หลวงพ่อสุโข เป็นพระพุทธรูปที่ประชาชนบึงนารางและหมู่บ้านใกล้เคียงให้ความเคารพ สักการะเป็นอย่างสูง เชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปสักสิทธิ์ พุทธานุภาพของหลวงพ่อสามารถคุ้มครองป้องกันภัยพิบัติต่าง ๆ ได้ และสามารถดลบันบาลในสิ่งที่อธิฐานขอได้ตามปรารถนา มีเหตุการณ์สำคัญเกิดกับพระพุทธรูปองค์นี้ คือ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2538 เวลา 20.30 – 03.30 น. ได้มีผู้ร้ายเข้ามาโจรกรรมภายในพระอุโบสถ ลักพระพุทธรูปไป ยังความโศกเศร้าเสียใจแก่ประชาชนที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก พระครูพิศาลจริยคุณ เจ้าอาวาสวัด ได้ขอความอนุเคราะห์จากพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ช่วยดำเนินการติดตามให้ด้วย และในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2538 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็สามารถติดตามหลวงพ่อสุโข กลับมาได้ ซึ่งสร้างความปีติยินดีให้แก่ประชาชนบึงนารางและหมู่บ้านใกล้เคียงเป็นอย่างยิ่ง จึงจัดให้มีการแห่หลวงพ่อสุโขรอบหมู่บ้านเป็นประจำของทุกปีเพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชาให้ทั่วกัน อ่านต่อ
วัดบึงนาราง จังหวัดพิจิตร
วัดบึงนาราง จังหวัดพิจิตร
วัดบึงนาราง เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏผู้ก่อสร้าง และได้ร้างลงตอนเสียกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๖๒ ได้มีพระพร้อมคณะศรัทธาร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์ และได้รับวิสุงคามสีมา ในปี พ.ศ. ๒๓๗๖ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ปัจจุบันมีเจ้าอาวาสมาแล้ว ๑๓ รูป โดยภายในวัดมีสถานที่สำคัญ ดังนี้
๑) อุโบสถหลังเก่า สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา และบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นโบสถ์มหาอุตถ์ อายุกว่า ๕๐๐ ปี เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเชียงแสน และรูปหล่อหลวงปู่ชม อดีตเจ้าอาวาส และศาลาการเปรียญ เป็นศาลาโบราณ อายุกว่า ๑๐๐ ปี เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อสุโข พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ อายุกว่า ๗๐๐ ปี และพระพุทธรูปโบราณอื่น ๆ
๒) พิพิธภัณฑ์บึงนาราง ( ตั้งอยู่ด้านบนของศาลาการเปรียญวัดบึงนาราง) ซึ่งจัดแสดงวัตถุโบราณตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคปัจจุบัน อ่านต่อ
ภาพจาก สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิจิตร
นายวิชิต สิงห์อนันต์ ปราชญ์ชาวบ้าน/เกษตรอินทรีย์
ปราชญ์ชาวบ้าน เกษตรอินทรีย์
นายวิชิต สิงห์อนันต์ เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2565 บิดา มารดา ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก จากนั้นก็ได้ศึกษาเรียนรู้พัฒนาตนเองในด้านการเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง นำความรู้ที่ได้มาพัฒนาตนเองและเผยแพร่ให้กับคนในชุมชน และนอกชุมชนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ประสบการณ์การทำงานด้านที่เชี่ยวชาญด้านที่เชี่ยวชาญเฉพาะ ประสบการณ์การทำงานด้านที่เสนอขอตามข้อ ความรู้และประสบการณ์ด้านการเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ การทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพการปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรต่างๆ เช่น น้ำหมักพืชผักผลไม้ น้ำหมักหอยเชอรี่ น้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วย น้ำหมักรกหมู ฮอร์โมนไข่ น้ำหมักลูกตาล น้ำส้มควันไม้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงการทำสารชีวภัณฑ์ การทำสารสกัดชีวภาพไล่แมลง การทำนาแบบไม่เผาตอซังการปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยพืชสดระยะเวลาในการทำงานด้านที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ (ระบุระยะเวลาในการทำงาน/การถ่ายทอดความรู้)ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๙ – ปัจจุบันการถ่ายทอดและการพัฒนาการถ่ายทอดความรู้ (ระบุรูปแบบวิธีการถ่ายทอด/การพัฒนาการถ่ายทอด)อบรมและให้ความรู้ให้กับบุคลทั่วไปทังภายใน และภายนอกชุมชน เรื่อง การทำปุ๋ยชีวภาพ การทำน้ำหมักชีวภาพสูตรต่างๆ การทำสารสกัดไล่แมลง การทำสารชีวภัณฑ์ในการกำจัดโรคพืช และได้อุทิศบ้านตนเองเป็นแหล่งเรียนรู้ในการอบรมและศึกษาดูงาน รวมถึงการตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผักผลไม้ปลอดภัย ปัจจุบันมีสมาชิก ๒๐ คน การพัฒนาการถ่ายทอดองค์ความรู้ ได้จัดหาทำสื่อในรูปแบบต่างๆ เช่น ป้ายข้อมูล สื่อจากของจริงสำหรับให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ฝึกปฏิบัติ และการทดลองการใช้ดินในการปลูกพืช การขยายพันธุ์พืชต่างๆ เช่น การปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษ การเลี้ยงปลาโดยใช้น้ำหมักจากจุลินทรีย์ ผู้รับการถ่ายทอดความรู้ในโรงเรียน/นอกโรงเรียน/ตามอัธยาศัย ได้เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้นับแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๙ จนถึงปัจจุบัน ผลงานซึ่งเป็นที่ยอมรับในสังคม อ่านต่อ
ผู้เขียน นายประทีป ฉายพงษ์ ครู กศน.ตำบลบึงนาราง
กลุ่มเกษตรกรรม(ปลูกกล้วยน้ำว้า)
กลุ่มเกษตรกรรม(ปลูกกล้วยน้ำว้า)
นายธนวัฒน์ ยงทอง อายุ 52 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้าน อยู่บ้านเลขที่ 98 หมู่ 5 บ้านสระมะพลับ ต.บึงนาราง อ.บึงนาราง จ.พิจิตร บอกว่า ตนเองมีนา 50 ไร่ เมื่อ 2 ปีก่อนพอรู้ว่ารัฐบาลในอดีต ออกระเบียบว่าจำนำข้าวได้ไม่เกินครอบครัวละ 350,000 บาท จึงลดพื้นที่การทำนาลงทันที 20 ไร่ พร้อมทั้งขุดบ่อน้ำ 1 ไร่ และตัดสินใจปลูกปาล์มน้ำมันเป็นพืชหลัก แต่ปาล์มน้ำมันต้องใช้เวลา 3 ปีจึงจะได้ผลผลิต จึงหันมาปลูกกล้วยน้ำว้าแซมในช่องว่างระหว่างต้นปาล์ม ปลูกกล้วยน้ำว้าใช้เวลา 8-9 เดือนก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้
โดยขณะนี้กล้วยน้ำว้าอายุได้
2 ปีแล้ว
ทำให้สามารถตัดกล้วยขายได้อย่างต่อเนื่องเดือนละประมาณ 3,000 กก. ราคาขายต่ำสุด 8 บาท สูงสุด 12 บาท ตัดกล้วยขายทุกๆ 15 วัน เฉลี่ยเดือนหนึ่งๆ ก็ได้
30,000 บาท
โดยพ่อค้าที่มารับซื้อกล้วยน้ำว้าจะเอาคนงานมาตัดเอง เจ้าของสวนกล้วยแค่นั่งดู
และชั่งน้ำหนัก ส่วนใบตองถ้ามีแรงตัดก็ขายได้ กก.ละ 20 บาท
แต่ทุกวันนี้ใครอยากได้ใบตองก็มาตัดเอาไปขายแล้วแบ่งครึ่งกัน หัวปลีก็ขายได้ กก.ละ
5 บาท
นอกจากนี้ยังเลี้ยงปลาหมอนาในบ่อ เมื่อถึงฤดูกาลทำนา น้ำหลากปลาหมอก็พล่านเข้าไปอยู่ในแปลงนาไปกินแมลงในนาข้าว ขับถ่ายออกมาเป็นปุ๋ย พอช่วงที่จะเก็บเกี่ยวปล่อยน้ำออกจากนาลงบ่อ ปลาหมอก็กลับเข้ามาในบ่อน้ำที่ขุดไว้ทำให้ลดต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายา เป็นไปตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง แถมจับปลาหมอขายได้เงินหมื่นอีกด้วย อ่านต่อ
ผู้เขียน นายประทีป ฉายพงษ์ ครู กศน.ตำบลบึงนาราง
ภาพจาก นายประทีป ฉายพงษ์



















