TKP HEADLINE

Showing posts with label 05.วัฒนธรรม. Show all posts
Showing posts with label 05.วัฒนธรรม. Show all posts

วัดมงคลทับคล้อ (พระอารามหลวง)

 วัดมงคลทับคล้อ (พระอารามหลวง)

        ตักบาตรเทโว การทำบุญตักบาตร ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 เนื่องในโอกาสที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก ซึ่งการเสด็จลงจากเทวโลก ความเดิมมีว่า ในพรรษาที่ 7 นับแต่วันตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อเทศน์โปรดพระพุทธมารดา ที่ได้กำเนิดเป็นเทพบุตรอยู่ในชั้นดุสิต จนบรรลุโสดาปัตติผล ครั้นออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 แล้ว จึงเสด็จลงจากเทวโลกที่เมืองสังกัสสนคร ในกาลที่เสด็จลงจากเทวโลก ได้มีเนินเป็นอันเดียวกันจนถึงพรหมโลก เมื่อทรงแลดูข้างล่าง สถานที่นั้นก็มีเนินอันเดียวกันจนถึงอเวจีมหานรก ทรงแลดูทิศใหญ่และทิศเฉียง จักรวาลหลายแสนก็มีเนินเป็นอันเดียวกัน เทวดาก็เห็นพวกมนุษย์ แม้พวกมนุษย์ก็เห็นเทวดา สัตว์นรกก็เห็นมนุษย์และเทวดา ต่างก็เห็นกันเฉพาะหน้าทีเดียว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเปล่งฉัพพรรณรังษี ขณะที่พระองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อ่านต่อ

นายเจตน์สฤษฏิ์พงศ์ รัตนบวรกรกูล ครูกศน.ตำบล ผู้เขียน 

วัดมงคลทับคล้อ (พระอารามหลวง)  ภาพถ่าย

ลอยกระทงรอบโบสถ์วัดไทรย้อย เมืองชาละวัน

 ลอยกระทงรอบโบสถ์วัดไทรย้อย เมืองชาละวัน

        หนึ่งเดียวในจังหวัดพิจิตรลอยกระทงรอบโบสถ์ที่สืบสานประเพณีมายาวนานกว่า 40 ปี ถือเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ถึงแม้ไม่มีแม่น้ำลำคลองในหมู่บ้านก็ใช้วิธีเติมน้ำใส่เข้าไปรอบโบสถ์แล้วใช้เป็นสถานที่ลอยกระทง สนุกสนานร่าเริง ข้อดี เก็บกระทงจากที่ลอยได้ง่าย เด็กๆปลอดภัยตั้งแต่จัดงานมาไม่เคยมีใครตกน้ำตายในงานลอยกระทง


        ย้อนอดีตไปเมื่อ 30- 40 ปีก่อนชาวบ้านตำบลสากเหล็กยังไม่มีน้ำประปาใช้เหมือนทุกวันนี้เมื่อถึงวันลอยกระทงชาวบ้านวัยรุ่นหนุ่มสาว ก็มักจะไปลอยกระทงในคูคลองหรืออ่างเก็บน้ำ ก่อให้เกิดขยะและทำลายสิ่งแวดล้อม  รวมถึงอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุแก่เด็กๆ ที่ซุกซนได้   เจ้าอาวาสวัดไทรย้อยและกรรมการชุมชนจึงเกิดแนวคิดขึ้น อ่านต่อ

ผู้เขียน/เรียบเรียง : นางสาวอัญชลี  อยู่สินไชย  ครู กศน.ตำบลสากเหล็ก
ภาพ : https://mgronline.com/local/detail/9610000116048

วัดพระธาตุตลุกหิน

 วัดพระธาตุตลุกหิน

        พระบรมธาตุเจดีย์แห่งนี้เกิดขึ้นเพราะ หลวงพ่อสังเวียน ชินธโร อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุตลุกหิน    ซึ่งท่านเป็นศิษย์ของวัดเกตุม ได้มาอยู่ที่วัดตลุกหินนี้เมื่อกลางปี 2537 โดยได้รับนิมนต์จากชาวบ้านให้มาช่วยสร้างโบสถ์ที่สร้างมาแล้ว 3 ปียังไม่แล้วเสร็จ ท่านได้หากำลังทรัพย์มาสร้างจนสำเร็จ และได้ทำการปิดทองฝังลูกนิมิตไปแล้ว ท่านได้รับพระบรมสารีริกธาตุมาจากพระครูภาวนาวรคุณ เจ้าอาวาศวัดเกษม เมื่อปี 2542 ซึ่งได้เก็บรักษาพระบรมธาตุนี้ไว้จากพระอาจารย์ของท่านคือ ท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ บรมโพธิสัตว์

        โดยท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ บรมโพธิสัตว์ ตั้งใจว่าจะสร้างพระเจดีย์ในอเมริกาแต่ไม่สามารถที่จะสร้างได้เพราะท่านได้มรณภาพเสียก่อน ท่านจึงมอบพระบรมธาตุนี้ไว้กับหลวงพ่อสังเวียน ชินธโร โดยท่านได้สั่งไว้ว่าถ้าที่ใดมีการสร้างพระเจดีย์หรือถ้ามีโอกาสสร้างได้ก็ให้สร้าง และให้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุนี้บรรจุพร้อมดินจากที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรมจักร ปรินิพพาน ดินจากกระถางธูปวัดหลวงทั่วประเทศ ดินจากห้องบรรทมด้านทิศเหนือของพระเจ้าอยู่หัว ดินใจกลางเมืองหลวงทั่วโลก ซึ่งเมื่อปี 2511 วัดเกตุมทำเรื่องขอของเหล่านี้มาบรรจุใต้ฐานองค์พระพุทธสิหิงค์ และเหลือไว้สำหรับผู้ที่มีโอกาสออกมาสร้างพระเจดีย์จะได้รับของเหล่านี้เข้าบรรจุไว้ในองค์พระธาตุด้วย อ่านต่อ

ผู้เขียน นายวีรฉัตร น้อยทรัพย์ครู กศน.ตำบลวังทับไทร
ภาพ นายวีรฉัตร น้อยทรัพย์ครู กศน.ตำบลวังทับไทร

“หนองหญ้าไทร”สืบประเพณีกวนข้าวทิพย์วิสาขบูชา

 “หนองหญ้าไทร”สืบประเพณีกวนข้าวทิพย์วิสาขบูชา

        ประเพณี "กวนข้าวมธุปายาส" ชุมชนชาวอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร สืบทอดประเพณี "กวนข้าวมธุปายาส" นำไปทำบุญกับทางวัดในช่วงวันวิสาขบูชา โดยชาวบ้านรวมกับคณะสงฆ์ จัดกันต่อเนื่องที่ลานบริเวณวัดหนองต้นพลวง ต.หนองหญ้าไทร อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร ปีนี้จัดขึ้นวันที่ 14 พฤษภาคม 2565


        ในครั้งนี้มี นายเรืองเดช สร้อยคำ นายอำเภอสากเหล็กเป็นประธาน และนางนภาพร นาคเสวก นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหญ้าไทร นำชาวบ้านร่วมกันสืบสานประเพณีกวนข้าวมธุปายาส หรือข้าวทิพย์ ซึ่งชาวบ้านได้ยึดถือปฏิบัติเป็นประเพณีสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นการจัดงานต่อเนื่องปีที่ 24 เพื่อระลึกถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเหตุการณ์ที่นางสุชาดา ได้กวนข้าวทิพย์ แล้วนำไปถวายพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะตรัสรู้ 1 วัน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เทิดทูนพระเกียรติคุณด้วยความกตัญญูกตเวทิตาธรรม โดยทางวัดและชาวบ้านมีการกวนข้าวทิพย์จำนวน 13 กระทะ ทั้งนี้ชาวบ้านจะนำเอาส่วนผสม 10 อย่าง ที่ประกอบไปด้วย แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว นมข้น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง เนย งา น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทรายขาว และ กะทิ ใส่ลงในกระทะขนาดใหญ่ ตั้งไฟอ่อนแล้วนำไม้พายลงไปกวนให้เข้ากัน จนเกิดความเหนียว อ่านต่อ

อ้างอิง
https://d.dailynews.co.th/article/573016/
ผู้เขียน นางสาวศิริรัตน์ ชูจิ๋ว ครู กศน.ตำบลหนองหญ้าไทร
ภาพ : นางสาวศิริรัตน์ ชูจิ๋ว

ประเพณีแห่หลวงพ่อสุขโข

 ประเพณีแห่หลวงพ่อสุขโข

        หลวงพ่อสุโขเป็นพระพุทธรูป โลหะสมัยสุโขทัย หล่อด้วยสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย นั่งขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ซ้าย  ขวาวางคว่ำ ขนาดหน้าตักกว้าง 1 ศอก 13 นิ้วสูง 1 ศอก 22 นิ้วสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราว พ.ศ. 1840 ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ (หลังใหม่) ของวัดบึงนาราง ตำบลบึงนาราง จังหวัดพิจิตร หลวงพ่อสุโข เป็นพระพุทธรูปที่ประชาชนบึงนารางและหมู่บ้านใกล้เคียงให้ความเคารพ สักการะเป็นอย่างสูง เชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปสักสิทธิ์ พุทธานุภาพของหลวงพ่อสามารถคุ้มครองป้องกันภัยพิบัติต่าง ๆ ได้ และสามารถดลบันบาลในสิ่งที่อธิฐานขอได้ตามปรารถนา มีเหตุการณ์สำคัญเกิดกับพระพุทธรูปองค์นี้ คือ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2538 เวลา 20.30 – 03.30 น. ได้มีผู้ร้ายเข้ามาโจรกรรมภายในพระอุโบสถ ลักพระพุทธรูปไป ยังความโศกเศร้าเสียใจแก่ประชาชนที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก พระครูพิศาลจริยคุณ เจ้าอาวาสวัด ได้ขอความอนุเคราะห์จากพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ช่วยดำเนินการติดตามให้ด้วย และในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2538 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็สามารถติดตามหลวงพ่อสุโข กลับมาได้ ซึ่งสร้างความปีติยินดีให้แก่ประชาชนบึงนารางและหมู่บ้านใกล้เคียงเป็นอย่างยิ่ง จึงจัดให้มีการแห่หลวงพ่อสุโขรอบหมู่บ้านเป็นประจำของทุกปีเพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชาให้ทั่วกัน อ่านต่อ

ผู้เขียน  นายประทีป   ฉายพงษ์ ครู กศน.ตำบลบึงนาราง
ภาพ อบต.บึงนาราง นายประทีป   ฉายพงษ์

“ศึกแห่งศักดิ์ศรี สายนธีแห่งศรัทธา” ประเพณีแข่งเรือยาวบ้านรายชะโด

 “ศึกแห่งศักดิ์ศรี สายนธีแห่งศรัทธา” ประเพณีแข่งเรือยาวบ้านรายชะโด

        บ้านรายชะโดเป็นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำยมไหลผ่านในช่วงฤดูน้ำหลาก จะมีน้ำไหลบ่าบริเวณสองข้างฝั่งแม่น้ำ ประชากรส่วนใหญ่นับถือสาสนาพุทธมีประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาและประเพณีที่สำคัญที่สืบทอดมาแต่ดั้งเดิม คือ ประเพณีแข่งเรือยาว และสิ่งที่ยึดถือสืบทอดมาควบคู่กับการแข่งเรือยาวอย่างช้านาน คือ การทอดข้าวเม่าพอก เพื่อจำหน่ายให้ผู้มาเที่ยวงาน และนำรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายถวายวัดรายชะโด อ่านต่อ

https://www.facebook.com/sangsilapa
ผู้เขียน นางเฉลา เขียวเขิน

สืบสานวัฒนธรรม“ประเพณีสารทลาว ”

 สืบสานวัฒนธรรม“ประเพณีสารทลาว”

        ประเพณีสารทลาวของชุมชนบ้านสระยายชีตำบลเนินปอ ซึ่งตรงกับวัน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธ โดยเฉพาะชาวอีสาน ได้ถือประเพณีการทำบุญเนื่องในวันสารทลาว เพื่อส่งข้าวปลาอาหารไปให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ตามคติธรรมความเชื่อ ที่เชื่อกันว่า บรรพบุรุษปู่ ย่า ตา ยาย และญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว หากทำความดีไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่    จะได้ไปเกิดในสรวงสวรรค์ แต่หากทำความชั่ว ก็จะตกนรกกลายเป็นเปรต ต้องทนทุกข์ทรมานในอเวจี ต้องอาศัยผลบุญที่ลูกหลานอุทิศกุศลไปให้ในแต่ละปีเพื่อยังชีพในขุมนรก หากลูกหลานไม่ทำให้ก็จะไม่มีอะไรยังชีพ ดังนั้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 หรือวันพระใหญ่ของชาวอีสาน คนบาปทั้งหลาย ที่เรียกว่าเปรต จึงถูกปล่อยตัวกลับมายังโลกมนุษย์ เพื่อมาขอส่วนบุญจากลูกหลาน ถือเป็นคติความเชื่อในเรื่องของความกตัญญูต่อผู้หลักผู้ใหญ่ ต่อบรรพบุรุษ ต่อชาติ ต่อศาสนา ต่อประเพณีสืบกันมาว่า ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว จะมีโอกาสได้กลับมารับส่วนบุญ จากญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ ก่อนเดินทางกลับยังภพภูมิที่มา ดังนั้น จึงมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติ อ่านต่อ



https://www.nationtv.tv/news/378841233

ผู้เขียน นายสุรเดช มู้จันทร์

“งานโขลกขนมจีน ตำบลท้ายน้ำ”

 “งานโขลกขนมจีน ตำบลท้ายน้ำ”

        ขนมจีน เป็นอาหารคาวอย่างหนึ่งของไทย ประกอบด้วยเส้น เรียกว่า เส้นขนมจีน และน้ำยา หรือน้ำยาขนมจีน เป็นที่นิยมทุกท้องถิ่นของไทย คำว่า“จีน” ที่ต่อท้ายขนมนี้สันนิษฐานกันว่าน่าจะมาจากมอญ ซึ่งเรียกขนมจีนว่า “คนอมจิน” (คะนอมจิน) หมายถึง “สุก 2 ครั้ง”


        ชาวบ้านตำบลท้ายน้ำ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ได้เริ่มการโขลกขนมจีนรับประทานกันเองภายในหมู่บ้าน จากนั้นได้มีการทำขนมจีนกันเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดแนวคิดในการทำขนมจีนเพื่อเลี้ยงแขกที่มาร่วมงานสงกรานต์ในหมู่บ้าน โดยกำหนดจัดงานในช่วงเดือนเมษายน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี

        ทุกๆ ปีช่วงเดือนเมษายนของชาวตำบลท้ายน้ำ จะมีกิจกรรมที่ปฏิบัติต่อเนื่องเกือบจะเรียกว่าเป็นประเพณีไปแล้วก็ได้คือการ “โขลกขนมจีน” เอาไว้เลี้ยงดูผู้มาร่วมงาน เส้นขนมจีนของชาวตำบลท้ายน้ำนั้นลือเลื่องในความเหนียวนุ่ม กินกับน้ำยาหรือน้ำพริกร้อนๆ แบบโบราณเข้ากันได้ดีจริงๆ อ่านต่อ

อ้างอิง
ภาพ นางสาวสุชาวดี เศรษฐสุข
ผู้เขียน นางสาวสุชาวดี เศรษฐสุข

 


ประเพณีงานบุญบ้านท่านั่ง

 ประเพณีงานบุญบ้านท่านั่ง

        ตำบลท่านั่ง  อำเภอโพทะเล  จังหวัดพิจิตร  มีวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่สำคัญ  ได้แก่  งานบวช  งานหล่อเทียนแห่เทียนเข้าพรรษา  งานบุญทอดกฐินสามัคคี  เป็นต้น

        งานบวช เป็นประเพณีไทยสืบเนื่องมาแต่โบราณกาล ชายไทยเมื่ออายุครบบวช จะต้องบวชให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อการศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และสืบทอดอายุพระพุทธสาสนา สร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ให้ตนเองและบิดามารดารวมทั้งหมู่ญาติ การบวชจะเป็นการช่วยทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา ได้ฝึกฝนอบรมตนเอง เปี่ยมด้วยศีล สมาธิ และปัญญา ชาวตำบลท่านั่งที่มีบุตรชาย  หลานชาย  เมื่อได้อายุครบบวช ก็จะจัดพิธีบวช โดยนิยมบวชในช่วงก่อนเข้าพรรษา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่สืบทอดกันมา อ่านต่อ


อ้างอิง
รูปภาพ https://www.facebook.com/chortipsangarun https://www.facebook.com/maliem.tonggert
เนื้อหา
https://www.dmc.tv/pages/top_of_week/งานบวชพระ-ครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้ชาย.html
https://www.m-culture.go.th/sisaket/ewt_news.php?nid=945&filename=index
http://www.dmr.go.th/ewtadmin/ewt/DMR_Ethics/ download/ประวัติกฐิน.pdf
ผู้เขียน  นางสาวณัฏณิชา  คุ้มจุ้ย

แห่เทียนเข้าพรรษา

 แห่เทียนเข้าพรรษา

        ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู นับถือวัวเพราะถือว่า วัวเป็นพาหนะของพระอิศวร เมื่อวัวตาย จะเอาไขจากวัวมาทำเป็นน้ำมันเพื่อจุดบูชาพระผู้เป็นเจ้าที่ตนเคารพ  แต่ชาวพุทธซึ่งนับถือศาสนาพุทธจะทำเทียนเพื่อจุดบูชาพระรัตนตรัย โดยการเอารังผึ้ง ร้างมาต้มเอาขี้ผึ้ง แล้วฟั่นเป็นเทียนเล่มเล็ก ๆ มีความยาวตามต้องการ เช่น ยาวเป็นคืบ หรือเป็น ศอกแล้วใช้จุดบูชาพระเทียนพรรษา เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ชาวพุทธจะยึดถือเป็นประเพณีนำเทียนไป ถวายพระภิกษุในเทศกาลเข้าพรรษา เพื่อปรารถนาให้ตนเองเป็นผู้เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ประดุจ แสงสว่างของดวงเทียน

    เทียนพรรษา คือ เทียนขนาดใหญ่และยาวเป็นพิเศษกว่าเทียนชนิดอื่น สำหรับจุดในโบสถ์ตั้งแต่วันเข้าพรรษาจนถึงวันออกพรรษา (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525) อ่านต่อ

ภาพ   นางสาวนพรัตน์  เครือกลัด
ผู้เขียน นางสาวนพรัตน์  เครือกลัด

วิทยาลัยผู้สูงอายุ

 วิทยาลัยผู้สูงอายุ

ตำบลลำประดาเป็นตำบลเล็กๆ ในอำเภอบางมูลนาก  จังหวัดพิจิตร ปัจจุบันชุมชนกำลังเผชิญกับสังคมผู้สูงวัย และมีปัญหาครอบครัวแหว่งกลางที่ผู้สูงวัยต้องรับภาระเลี้ยงดูลูกหลานในขณะที่พ่อแม่ต้องไปทำงานนอกพื้นที่ บางครอบครัวแตกแยกเกิดช่องว่างการอยู่ร่วมกัน  เยาวชนบางคนมั่วสุมติดยาเสพติด ติดเกมส์ ท้องไม่พร้อม และการละเลยการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นของตนเอง อีกทั้งยังมีสถานการณ์ปัญหาทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซาก การทำการเกษตรใช้สารเคมีอย่างเข้มข้นเพื่อให้ทันฤดูกาลผลิตและเร่งทำเงินให้ทันใช้ต่อการดำรงชีพ  แต่สามารถแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยจัดทำแผนของชุมชน อ่านต่อ


เกิดเป็นวิทยาลัยผู้สูงอายุ เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญของการรวมตัวของผู้สูงอายุ ในการพูดคุยแลกเปลี่ยน

เรียนรู้ หรือ “รู้จักความแก่อย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีศักดิ์ศรี”

รูปภาพ นางสาวสาวิตรี โพธิ์เย็น

อ้างอิง https://web.codi.or.th/20200202-10576/

ผู้เขียน  นางสาวสาวิตรี  โพธิ์เย็น

วัฒนธรรมประเพณีตำบลทับหมัน

 วัฒนธรรมประเพณีตำบลทับหมัน

        สืบเนื่องจากจังหวัดพิจิตรเป็นจังหวัดหัวเมือง ในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ตามข้อมูลบอกเล่าสืบเนื่องกันมาว่า มีกองทัพทหารมาตั้ง “ทัพมั่น” อยู่ที่ชายแม่น้ำ พิจิตรสายเก่า (บริเวณวัดทับหมันปัจจุบัน เลชที่ ๑๑๗ หมู่ที่ ๑ ต.ทับหมัน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร ได้สร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นที่สักการะบูชา ชาวบ้านเรียกชื่อว่า “หลวงพ่อโต” เดิมยังไม่มีสิ่งก่อสร้างคลุมองค์หลวงพ่อ ชาวบ้านเห็นว่าควรสร้างหลังคา และก่อสร้างที่มุงบังจะได้เกิดความร่มเย็นผาสุข ได้กราบไหว้หลวงพ่อเป็นพุทธานุสติเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของบริษัท ๔ และสาธุชนในทิศทั้ง ๔ ที่เดินทางสัญจรไปมา  หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดทับหมัน      ชื่อของวัดทับหมัน สันนิษฐานว่า คงเป็นการออกสำเนียงภาษาจากคำว่า  “ทัพมั่น”  เพี้ยนเป็น ทับหมัน การตั้งชื่อหมู่บ้านก็เรียกหมู่บ้าน”ทับหมัน” จึงใช้สำนวนภาษาอย่างนี้เรื่อยมา พอสร้างวัดก็ใช้ชื่อให้สอดคล้องกับหมู่บ้าน ชื่อว่า  “วัดทับหมัน” ดังนี้

          ประเพณีนิยมที่เกี่ยวข้องทางพระพุทธศาสนา ทางวัดทับหมันจัดกิจกรรม ประกอบด้วย วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอัฏฐมีบูชา  วันสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันสารทไทย วันออกพรรษา (เทโวโรหณะ) บุญกฐิน ทุกวันแรม ๘ ค่ำ เดือน๑๑ ประเพณีวันลอยกระทง แข่งขันเรือยาว วันขึ้นปีใหม่ วันตรุษไทย วันมหาสงกรานต์ (สรงน้ำพระ) วันสำคัญเกี่ยวราชวงศ์จักรี ในโอกาสต่าง ๆ และมีตู้พระนำสุข แจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนจากสถานการณ์ โคหวิด ๑๙  และมีพืชผักสวนครัวปลูกไว้หลังวัดทับหมันเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชน อ่านต่อ

ผู้ให้ข้อมูล พระครูพิสณฑ์กิจจาทร ดร.รองเจ้าอาวาสวัดทับหมัน
ผู้เรียบเรียง นางสาวนันทวัน  อ่อนจิตร ครู กศน.ตำบลทับหมัน

งานประเพณี “สักการะหลวงพ่อเขียน เยี่ยมเยียนดงเจริญ”

 งานประเพณี “สักการะหลวงพ่อเขียน เยี่ยมเยียนดงเจริญ”

        งานประเพณี “สักการะหลวงพ่อเขียน เยี่ยมเยียนดงเจริญ” ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๑ ธันวาคม ของทุกปี ณ วัดสำนักขุนเณร หมู่ ๑ ตำบลสำนักขุนเณร อำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร 


        หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิตโต มีนามเดิมว่า เสถียร จันทร์แสง เกิดเมื่อวันเสาร์ เดือน 4 ปีขาล พุทธศักราช 2399 บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อปี พ.ศ. 2411 อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ.2420 และจำพรรษา ณ วัดสำนักขุนเณร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 ท่านมรณภาพ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2507 เวลา 23.50 น. สิริรวมอายุได้ 108 ปี 87 พรรษา อ่านต่อ

แหล่งข้อมูล : นายอุทัย นนทอง

ผู้เขียน : นายอุทัย นนทอง

ประเพณีสมโภชแม่โพสพ (ทำขวัญข้าว)

 ประเพณีสมโภชแม่โพสพ (ทำขวัญข้าว)


        การสมโภชแม่โพสพเป็นภูมิปัญญาและพิธีกรรมที่ได้รับการสืบทอดกันมาเป็นระยะเวลายาวนานของชาวนาในบ้านบ่อแร่ ตำบลบ้านนา  อำเภอวชิรบารมี  จังหวัดพิจิตร จัดเป็นประเพณีสมโภชแม่โพสพ (ทำขวัญข้าว) ซึ่งแต่เดิมแต่ละครอบครัวจะประกอบพิธีกรรมเป็นการเฉพาะครอบครัว โดยเชิญหมอทำขวัญข้าวที่เคารพนับถือ หรือคนเฒ่าคนแก่ในตระกูล เป็นผู้ทำพิธี ในสมัยโบราณส่วนใหญ่ผู้นำตระกูล หรือผู้นำครอบครัวสามารถทำพิธีได้ เนื่องจากมีตำราสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ต่อมาเมื่อระบบการทำนาเกิดการเปลี่ยนแปลงจากการทำเพื่อยังชีพเป็นการทำเชิงพาณิชย์มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาในกระบวนการผลิตทำให้ภูมิปัญญานี้ลดน้อยลง ปัจจุบันจึงเกิดการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่โดยมีการเปลี่ยนแปลงภูมิปัญญา จากที่ทำเฉพาะครอบครัวก็ทำร่วมกันที่ศูนย์รวมจิตใจหรือสถานที่สำคัญ คือ วงเวียนแม่โพสพของบ้านบ่อแร่ โดยทุกตำบลทุกหมู่บ้านในบ้านบ่อแร่จะรวบรวมข้าวแล้วนำมาทำพิธีร่วมกันโดยใช้หมอทำขวัญข้าวคนเดียว อ่านต่อ


ผู้ให้ข้อมูล นางเจือน  อ้นอินทร์

ผู้เขียน นายธนัญชัย  วิเชียรสรรค์


พิธีเสนเรือนของไทยทรงดำ “ไทยทรงดำ”

 พิธีเสนเรือนของไทยทรงดำ “ไทยทรงดำ”

        เป็นชาวไทยกลุ่มหนึ่ง มีชื่อเรียกแตกต่างกันในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ลาวโซ่ง ลาวซ่ง ลาวซ่วง ลาวทรงดำ ลาวซ่วงดำ ไทยโซ่ง ไทยดำ ไทยทรงดำ ไตดำ ไตซงดำ ผู้ไทยดำ ฯลฯ คนโดยทั่วไปนิยมเรียกว่า “ลาวโซ่ง” หรือ“ไทยทรงดำ” ถิ่นฐานเดิม อาศัยอยู่ในแคว้นสิบสองจุไทย บริเวณแม่น้ำดำและแม่น้ำแดง ประเทศเวียดนาม (ปัจจุบัน คือ เมืองเดียนเบียนฟู) กวาดต้อนเข้าสู่ประเทศไทยครั้งแรกในปี2322 และเข้ามา อีกหลายครั้งในสมัยต่อมา ด้วยเหตุผลทางสงคราม ทุกครั้งที่เข้ามาไทยทรงดำจะถูกส่ง ให้ไปอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรีเมื่อได้อิสระแล้ว (สมัยรัชกาลที่ 5 หลังเลิกทาส) จึงอพยพ กลับสู่ภูมิลำเนาเดิมแต่ไปไม่ถึง ต้องตั้งถิ่นฐานอยู่ตามเส้นทางอพยพในจังหวัดต่างๆ อาทิเช่น ราชบุรีนครปฐม สุพรรณบุรี เพชรบุรี สุโขทัย พิจิตร ลพบุรี พิษณุโลก กาญจนบุรี สระบุรีเลย เป็นต้น (Edited by Renu Muenjanchoey, 1999, pp. 15-29) ปัจจุบันไทยทรงดำในประเทศไทยมีสถานภาพเป็นพลเมืองไทยที่มีสิทธิเสรีภาพ ทางกฎหมายเท่าเทียมกับคนไทยกลุ่มอื่น เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ ทางวัฒนธรรมไว้ได้อย่างโดดเด่น ยังคงปฏิบัติตามแบบแผนพฤติกรรมที่เป็น ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีพิธีกรรมที่สืบต่อมาจากบรรพบุรุษอยู่ในวิถีชีวิต อย่างเคร่งครัด เช่น ยังคงมีพิธีเสนปาดตง พิธีเสนแก้เคราะห์พิธีเสนตัว พิธีเสนกินปาง พิธีเสนเรือน การนับถือผีเรือน ฯลฯ โดย เฉพาะอย่างยิ่ง “พิธีเสนเรือน” ที่ศึกษาครั้งนี้เป็น พิธีกรรมที่ชุมชนจัดสืบเนื่องต่อมาแต่โบราณ อ่านต่อ



วัดเขารูปช้างประเพณีปิดทองไหว้พระขึ้นเขาวันเพ็ญเดือนสาม

 วัดเขารูปช้างประเพณีปิดทองไหว้พระขึ้นเขาวันเพ็ญเดือนสาม

        ที่วัดเขารูปช้าง ได้ร่วมกันจัด "งานประเพณีเดินขึ้นเขา ปิดทองไหว้พระเพ็ญเดือน 3" ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และจัดเดือน กุมพาพันธุ์ ณ วัดเขารูปช้าง ต.ดงป่าคำ อ.เมือง จ.พิจิตร โดยในยามค่ำคืน  จะมีพระสงฆ์เจริญพุทธมนต์เพื่อเป็นสิริมงคล ขณะที่ประชาชนทั้งผู้สูงอายุ เยาวชน เด็กเล็ก รวมถึงคู่หนุ่มสาว จำนวนมาก ร่วมเดินขึ้นสู่ยอดภูเขาที่มีขั้นบันไดทั้งหมด 427 ขั้น เพื่อสักการะหลวงพ่อสาคร และขึ้นไปยังภูเขาที่มีลักษณะเป็นรูปช้าง ชมทิวทัศน์แบบ 360 องศายามค่ำคืน ที่จะมองเห็นดวงไฟ ในหมู่บ้านสว่างไสวสวยงาม หรือที่เรียกว่า ดาวบนดิน พร้อมทั้งเดินวน กราบไหว้เจดีย์ทรงลังกา ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อยู่ยอดเขาสูงสุด จะทำให้เกิดมงคลแก่ชีวิต ซึ่งผู้ที่จะเดินขึ้นไปต้องมีร่างกายที่แข็งแรงพอสมควร เนื่องจากไม่มีทางรถหรือเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นใด โดยเมื่อได้เดินขึ้นไปกราบไว้สิ่งแรกที่จะได้กลับมาอย่างแน่นอน ก็คือสุขภาพที่แข็งแรง ฝึกความอดทน มีสมองเป็นเลิศ คิดสิ่งใดได้สมปรารถนา อ่านต่อ



อ้างอิง
http://www.phichit.go.th/phichit/index.php
https://web.facebook.com/traveling.in.phichit/posts/1621289367958526/
ผู้เรียบเรียง นายวงศ์สว่าง โนราช
ผู้เรียนเขียน นายวงศ์สว่าง โนราช


วัดโพธิ์ประทับช้าง ที่เที่ยวพิจิตร วัดดัง เก่าแก่กว่า 300 ปี

 วัดโพธิ์ประทับช้าง ที่เที่ยวพิจิตร วัดดัง เก่าแก่กว่า 300 ปี

        วัดโพธิ์ประทับช้าง ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระเพทราชา จางวางช้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้โดยเสด็จไปราชการสมครามที่เชียงใหม่กับสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อเสด็จกับมาจากเชียงใหม่ ก็ทรงนำเอาราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่กลับมาด้วย แต่ทรงเกรงว่าจะมีความเสื่อมเสียและละอายพระทัย จึงทรงพระกรุณาพระราชทานนางนั้นให้แก่พระเพทราชา และดำรัสว่านางลาวคนนี้มีครรภ์ ขึ้นมาขอให้รับเอาไปเลี้ยงที่บ้าน

    ครั้นถึงปีขาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้เสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ ที่เมืองพิษณุโลก พระเพทราชาก็ได้ตามเสด็จและนำเอานางลาวมีครรภ์ไปด้วยพอถึง ตำบลโพธิ์ประทับช้าง นางก็ประสูติบุตรชายจึงให้นามว่า “เจ้าเดื่อ” หรือดอกเดื่อ กระทั่งเติบใหญ่ มีสติปัญญา กล้าหาญยิ่ง พระเพทราชาจึงนำตัวนายเดื่อไปถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ให้ทำราชการสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมีราชโองการ โปรดเกล้าฯให้นายเดื่อเป็นหลวงสรศักดิ์ไปช่วยราชการพระเพทราชาในกรมช้าง ในสมัยพระนารายณ์มหาราชปกครองแผ่นดินกรุงศรีอยุธยานั้น ได้มีฝรั่งต่างชาติ ชาวกรีกชื่อ คอนสแตนติน ฟอลคอล ได้เข้ามารับราชการในราชสำนักจนได้รับความดีความชอบไปเป็นถึง เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ในปีพุทธศักราช 2217

    ต่อมาพระยาวิชาเยนทร์ผู้ว่าราชการสมุหนายกได้คิดอ่านกระทำการทั้งปวงตามใจ ปรารถนาคิดจะเอาราชสมบัติเมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงประชวรทรงได้มีประราชโองการโปรดเกล้าฯให้พระเพทราชาว่าราชการแทนพระองค์หากสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว จะถวายราชสมบัติให้แก่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ณ พระราชวังหลังคือ เจ้าฟ้าภัยทศ ทำให้หลวงสรศักดิ์ไม่พอใจ ได้จัดเตรียมทหารจำนวนหนึ่งซุ่มเอาไว้ตามที่ต่างๆ และให้ทหารไปดักซุ่มอยู่ที่ประตูทางเข้า ครั้นเสลี่ยงเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ผ่านเข้ามาก็ถูกลอบทำร้ายจนเสียชีวิต อ่านต่อ

ผู้ให้ข้อมูล  กศน.อำเภอโพธิ์ประทับช้าง
ผู้เรียบเรียง  นายวัชพล  เสรีพงศ์

กลุ่มทอผ้าบ้านหนองพง หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร

 กลุ่มทอผ้าบ้านหนองพง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร

        บ้านหนองพง เป็นชุมชนขนาดเล็ก ประชาชนในหมู่บ้านส่วนหนึ่งย้ายถิ่นฐานมาจากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มีวัฒนธรรม ประเพณีของคนในท้องถิ่นโดยเฉพาะ เช่น  การทอผ้าเครื่องนุ่งห่มใช้เองในครัวเรือน ถือเป็นงานของสตรีในหมู่บ้านที่ใช้เวลาว่างจากการทำนา ทำไร่ในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยว  โดยมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทำเสื้อใยมาทอเป็นผ้าไหมชั้นดี มีคุณค่า เป็นที่ภาคภูมิใจของคนในชุมชน เป็นการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการปลูกฝ้าย แล้วนำดอกฝ้ายมาทอเป็นผืนผ้า แต่ผ้าที่ทอจากฝ้ายเมื่อนำไปใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มจะไม่คงรูป คงทน และความวิจิตรสวยงามแพ้ผ้าไหม

        ต่อมาเมื่อปี 2529  โครงการไทย – ออสเตรเลีย  ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตร ได้แนะนำให้ชาวบ้านหนองพง รวมกลุ่มจัดตั้งเป็นกลุ่มทอผ้า โดยมีสมาชิกทั้งชายและหญิงร่วมกันปลูกโรงเรือนชั่วคราวและได้รับการอนุเคราะห์ที่ดินในการปลูกสร้างจาก คุณพ่อบุญมี –แม่ทองจันทร์ สืบสวน  และคุณพ่อทา – แม่สวาท ผาริโน พื้นที่ประมาณ  200  ตารางวา  ต่อมาได้จัดการฝึกอบรมทักษะการทอผ้าจากกี่กระตุก ซึ่งโครงการฯ จัดซื้อกี่ให้จำนวน  5 ตัว   สำนักงานพัฒนาชุมชนสนับสนุนกี่กระตุกให้อีกจำนวน10 และเปลี่ยนอาคารชั่วคราวให้เป็นอาคารถาวร   นอกจากนี้ยังมีส่วนราชการหน่ายหน่วยงานเข้ามาให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนทั้งจัดหาวิทยากรมาฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะและสนับสนุนเงินทุนในการดำเนินงาน ทำให้สมาชิกกลุ่มได้มีอุปกรณ์ในการทอผ้าใช้กันอย่างทั่วถึง ปี 2544  สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพิจิตร สนับสนุนวิทยากรเพิ่มทักษะในการทอผ้าไหม และกรรมวิธีย้อมไหมให้มีความสวยงามมากยิ่งขึ้น สามารถยกระดับในการทผ้าทอให้เป็นที่ยอมรับของตลาดและมีการทอผ้ากันอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา อ่านต่อ


อ้างอิง จากกลุ่มอาชีพทอผ้าบ้านหนองพง
         สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอโพธิ์ประทับช้าง
ผู้เขียน  นางสาวรุ่งอรุณ ศรีนาราง ครู กศน.ตำบลทุ่งใหญ่
ภาพ เฟสบุค กลุ่มทอผ้าบ้านหนองพง

ข้อคิดเห็นจากเครือข่าย TKP

 
Copyright © 2018 ศูนย์ข้อมูลความรู้ประชาชนจังหวัดพิจิตร. Designed by OddThemes > Developed by mediathailand